
อยากแต่งห้องใหม่แต่เงินเก็บปลิว? เทคนิคตั้งงบและจัดลำดับความสำคัญของแต่งบ้าน
เผยแนวคิดการวางแผนงบประมาณแต่งบ้านสำหรับคนที่งบจำกัด สอนวิธีแยกแยะความสำคัญของเฟอร์นิเจอร์ และใช้ระบบจดบันทึกรายการสินค้าที่อยากได้ (Wishlist) เพื่อช่วยลดการช้อปปิ้งตามอารมณ์
ถ้า Facebook ไม่แสดงรูป/หัวข้อ ให้กด "คัดลอกแคปชัน FB" แล้ววางในโพสต์ หรือลองปิด popup blocker
การได้อยู่อาศัยในห้องที่ได้รับการตกแต่งอย่างสวยงามและอบอุ่นเป็นความฝันของใครหลายคน บ้านที่สะท้อนถึงตัวตนและรสนิยมผ่านการเลือกเฟอร์นิเจอร์ โทนสี และของประดับตกแต่ง สามารถมอบพลังงานบวกและช่วยบำบัดความเหนื่อยล้าหลังจากการทำงานหนักได้เป็นอย่างดี หลายคนจึงมีแรงบันดาลใจในการรีโนเวทห้องใหม่หลังจากที่ได้เห็นภาพห้องสวยๆ บนสื่อโซเชียลมีเดีย
อย่างไรก็ดี ปัญหาที่คนส่วนใหญ่พบเจอเมื่อคิดจะตกแต่งบ้านคือ เรื่องค่าใช้จ่ายที่บานปลายอย่างรวดเร็ว ของตกแต่งชิ้นเล็กชิ้นน้อย โคมไฟสวยๆ หรือโซฟาดีไซน์เก๋ เมื่อนำมารวมกันแล้วมักสร้างยอดเงินรวมที่สูงกว่างบประมาณที่คาดคิดไว้มาก จนกระทั่งทำให้หลายคนต้องหยุดโครงการไว้กลางคันหรือยอมควักเงินเก็บในบัญชีออกมาจ่ายจนหมด ทริคสำคัญของการแต่งห้องสวยโดยที่สถานะทางการเงินไม่พังทลายไม่ได้อยู่ที่ปริมาณเงินที่เรามี แต่อยู่ที่ ความสามารถในการบริหารจัดการงบประมาณ และการควบคุมแรงจูงใจในการช้อปปิ้งผ่านเครื่องมือจัดระเบียบอย่างรอบคอบ
1. กำหนดงบประมาณรวมสูงสุดและยึดถืออย่างเคร่งครัด
ก่อนที่จะเริ่มต้นเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์ชิ้นแรก สิ่งที่คุณต้องทำคือการกำหนดจำนวนเงินรวมสูงสุดที่คุณพร้อมจะจ่ายสำหรับการตกแต่งห้องครั้งนี้ การมีตัวเลขเพดานงบประมาณที่ชัดเจนจะช่วยกำหนดขอบเขตของการมองหาของแต่งบ้านและป้องกันการตัดสินใจซื้อด้วยอารมณ์ชั่ววูบ
หลังจากได้ยอดเงินรวมแล้ว ให้แจกแจงรายละเอียดค่าใช้จ่ายออกเป็นส่วนๆ เช่น ค่าโครงสร้างหลักหรือค่าแรงช่าง และค่าของตกแต่งชิ้นเล็ก โดยแนะนำให้กันเงินสำรองฉุกเฉินไว้ประมาณร้อยละ 10-15 ของงบประมาณรวม เพื่อรองรับค่าใช้จ่ายแฝงที่มักเกิดขึ้นบ่อยๆ เช่น ค่าบริการขนส่ง ค่าติดตั้ง หรือภาษีมูลค่าเพิ่ม การจดบันทึกรายจ่ายเหล่านี้ลงในสมุดบันทึกหรือโปรแกรมคำนวณงบประมาณจะช่วยให้คุณเห็นสถานะการใช้เงินได้อย่างชัดเจนตลอดเวลา

2. แยกแยะและจัดหมวดหมู่ความสำคัญของชิ้นส่วน (จำเป็น VS อยากได้)
เมื่อเข้าสู่ช่วงของการเลือกซื้อของแต่งบ้าน กิเลสมักจะทำหน้าที่ชักนำให้เราอยากได้ทุกอย่างที่ขวางหน้า วิธีการควบคุมกระเป๋าเงินคือการนำรายการเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งทั้งหมดมาคัดแยกจัดหมวดหมู่ความสำคัญออกเป็น 3 ระดับอย่างชัดเจน ได้แก่ ของที่ต้องมี ของที่ควรมี และของที่อยากได้
ของที่ต้องมี คือสิ่งที่มีผลโดยตรงต่อการใช้งานขั้นพื้นฐานของห้อง เช่น เตียงและฟูกนอนสำหรับห้องนอน หรือโต๊ะทำงานสำหรับห้องทำงาน ส่วนของที่ควรมี คือสิ่งที่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบาย เช่น โต๊ะข้างเตียง หรือตู้เก็บของ และของที่อยากได้ คือสิ่งที่ตอบสนองด้านความสวยงามเพียงอย่างเดียว เช่น ภาพวาดติดผนัง หรือเทียนหอม การให้ความสำคัญกับกลุ่มแรกก่อนจะช่วยให้มั่นใจได้ว่าคุณจะมีเงินเพียงพอสำหรับของที่สำคัญจริงๆ และไม่นำงบประมาณไปเสียกับของตกแต่งชิ้นเล็กจนหมด

3. สำรวจราคาและเปรียบเทียบข้อมูลจากหลากหลายช่องทาง
การเลือกซื้อของแต่งบ้านจากร้านแรกที่เดินเข้าไปมักจะทำให้เราสูญเสียโอกาสในการประหยัดเงินไปอย่างน่าเสียดาย ปัจจุบันเราสามารถเข้าถึงข้อมูลราคาสินค้าได้ง่ายมากผ่านทางระบบออนไลน์ ดังนั้นก่อนตัดสินใจจ่ายเงินซื้อชิ้นใด ให้ทำการสแกนหาร้านค้าอย่างน้อย 2-3 แห่งเพื่อเปรียบเทียบราคา
ตรวจสอบคุณสมบัติของวัสดุ ขนาด ขนาดสัดส่วนของพื้นที่จัดวาง ค่าจัดส่ง รวมถึงระยะเวลาการรับประกัน บางครั้งสินค้าที่มีดีไซน์คล้ายคลึงกันอาจมีราคาแตกต่างกันได้ถึงร้อยละ 30-50 เพียงแค่มีความแตกต่างของแบรนด์หรือช่องทางการขาย การบันทึกเปรียบเทียบราคาเหล่านี้จะช่วยให้คุณได้รับของแต่งบ้านที่คุ้มค่ากับเงินทุกบาททุกสตางค์ที่จ่ายไปมากที่สุด

4. ยึดมั่นในกฎซื้อชิ้นใหม่เข้ามา ต้องคัดของชิ้นเก่าออกไป
ปัญหาหลักของการแต่งบ้านไม่ได้เกิดจากการเลือกของใหม่เท่านั้น แต่บ่อยครั้งเกิดจากการที่บ้านมีของเดิมสะสมอยู่มากจนเกินไปจนทำให้บ้านดูรกและไม่มีที่ว่างให้เฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหม่ได้แสดงความงดงาม เพื่อแก้ปัญหานี้ คุณควรนำ กฎซื้อหนึ่งชิ้น คัดออกหนึ่งชิ้น มาปรับใช้ในบ้าน
เมื่อคุณตัดสินใจซื้อของตกแต่งชิ้นใหม่เข้ามาในบ้าน เช่น แจกันเซรามิกใบใหม่ คุณจะต้องทำความสะอาดและคัดเลือกของตกแต่งชิ้นเดิมที่มีอยู่แล้วออกไปจากบ้านหนึ่งชิ้น โดยอาจจะนำไปขายต่อเป็นของมือสอง บริจาค หรือทิ้งไปหากชำรุดเสียหาย การใช้กฎนี้จะช่วยบีบบังคับให้เราคิดทบทวนอย่างรอบคอบก่อนซื้อของใหม่ เพราะเรารู้ตัวว่าจะต้องสูญเสียของชิ้นเดิมไป และช่วยรักษาสมดุลของปริมาณของในบ้านไม่ให้ล้นตู้อีกด้วย

5. ใช้ระบบรายการของที่อยากได้พร้อมกำหนดระยะเวลารอก่อนซื้อ
หนึ่งในเทคนิคการควบคุมกิเลสที่ดีที่สุดคือ การสร้างรายการของที่อยากได้ ทันทีที่คุณรู้สึกอยากได้ของแต่งบ้านชิ้นใดจากภาพโปรโมทในอินเทอร์เน็ต ห้ามกดปุ่มสั่งซื้อทันที แต่ให้คัดลอกลิงก์หรือถ่ายภาพสินค้านั้นมาจดไว้ในรายการ Wishlist ส่วนตัวเสียก่อน
หลังจากบันทึกรายชื่อลงใน Wishlist แล้ว ให้กำหนดระยะเวลารอก่อนตัดสินใจซื้อจริง อย่างน้อย 7-14 วัน ในระหว่างช่วงเวลานี้ ความตื่นเต้นและความอยากได้ชั่ววูบจะเริ่มลดน้อยถอยลง เมื่อครบกำหนดเวลาและคุณย้อนกลับมาดูรายการดังกล่าวอีกครั้ง คุณอาจจะพบว่าของชิ้นนั้นไม่ได้จำเป็นหรือไม่ได้เหมาะกับสไตล์ห้องของคุณอีกต่อไป วิธีการนี้เป็นเกราะป้องกันชั้นยอดในการลดปริมาณรายจ่ายที่ไม่จำเป็นและป้องกันไม่ให้ของรกบ้านในอนาคต

ควบคุมกิเลสและงบประมาณแต่งบ้านของคุณให้มีประสิทธิภาพด้วย JodHome
เพื่อให้การแต่งบ้านในฝันของคุณเป็นเรื่องสนุกที่สามารถควบคุมงบประมาณได้อย่างแม่นยำ เว็บแอปพลิเคชัน JodHome ได้ออกแบบระบบรายการของที่อยากได้ ขึ้นมาเพื่อเป็นผู้ช่วยทางการเงินประจำบ้านให้กับคุณ
ภายใต้ฟีเจอร์ Wishlist ของ JodHome คุณสามารถบันทึกรูปภาพ ลิงก์ร้านค้า และราคาประเมินของเฟอร์นิเจอร์แต่ละชิ้นที่คุณสนใจ ระบบจะช่วยคำนวณและรายงานยอดเงินรวมทั้งหมดที่คุณต้องจ่ายหากซื้อของทุกชิ้นในรายการ ทำให้คุณเห็นงบประมาณที่จะเกิดขึ้นจริงและสามารถปรับลดชิ้นที่ไม่จำเป็นออกได้ล่วงหน้า เมื่อคุณตัดสินใจซื้อชิ้นใดมาแล้ว คุณสามารถกดทำเครื่องหมายว่าซื้อแล้ว ระบบจะอัปเดตเปอร์เซ็นต์ความคืบหน้าของยอดการแต่งบ้านและงบประมาณเงินที่ใช้ไปให้ทันที
การจัดระเบียบบ้านที่ดีเริ่มต้นจากการเลือกสิ่งของที่เหมาะสมเข้ามาในบ้าน มาเริ่มต้นใช้เครื่องมืออัจฉริยะของ JodHome เพื่อวางแผนการซื้อของตกแต่งบ้านอย่างเป็นระบบ คุมงบได้อยู่หมัด และสร้างบ้านที่สวยงามน่าอยู่อย่างมั่นคงด้วยการสมัครใช้งาน JodHome วันนี้กันเถอะครับ
บทความที่เกี่ยวข้อง
เปิดตู้เย็นแล้วเหม็นแทบสลบ? รวมทริคจัดตู้เย็น 0 บาท ให้ผักสดนานขึ้น 2 เท่า!
เปิดตู้เย็นแล้วเหม็นแทบสลบ? แจกทริคจัดตู้เย็น 0 บาท ผักสดนานขึ้น 2 เท่าโดยไม่ต้องใช้กล่องจัดระเบียบราคาแพง
เคยซื้อของซ้ำเพราะจำไม่ได้ไหม? ทริคจัดระเบียบของใช้สิ้นเปลืองฉบับแม่บ้านมือโปร
เคยซื้อของซ้ำเพราะจำไม่ได้ไหม? เผยทริคจัดระเบียบของใช้สิ้นเปลืองประจำบ้าน คุมกำเนิดของล้นบ้าน และเช็กยอดรวมได้ง่ายๆ ใน 3 ขั้นตอน